วิธีเพิ่มผลผลิตกัญชาด้วย CO2
- 1. Co2 คืออะไร
- 2. พืชใช้ co2 อย่างไร
- 2. a. การคายน้ำ
- 2. b. การสังเคราะห์แสง
- 2. c. การหายใจ
- 3. ควรใช้ co2 เมื่อไหร่
- 4. ข้อดี-ข้อเสียของ co2
- 5. ควรใช้ co2 เท่าไหร่
- 6. ข้อแนะนำ
- 7. คำนวณปริมาณ co2 ที่ต้องใช้
- 8. วิธีเพิ่ม co2 ในห้องปลูก
- 8. a. วิธีฉีด co2 ทางเลือก
- 9. สรุป
CO2 พบได้ทั่วไปในอากาศที่ระดับ 400ppm และพืชต้องการมันพอๆ กับที่ต้องการ NPK ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการสังเคราะห์แสง และเมื่อเราทำให้ระดับสูงขึ้น (ควบคู่กับสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม) จะช่วยให้ต้นกัญชาของเราเจริญเติบโตเร็วขึ้น แข็งแรงขึ้น และมีดอกมากขึ้น ชาวสวนกัญชาต่างทราบดีว่าต้นไม้ต้องการปัจจัยสำคัญอะไรบ้าง แน่นอนต้องมีแสง น้ำ และธาตุอาหารที่เพียงพอเพื่อให้ต้นพืชมีชีวิตและเติบโตได้ดี เสริมด้วยเทคนิคการฝึกต้นและ bioinoculant ก็จะยกระดับผลลัพธ์ได้อีกขั้น อย่างไรก็ตามหลายคนมักไม่สนใจผลของ CO2 เพราะต้นกัญชารับเอาจากบรรยากาศโดยไม่ต้องอาศัยการแทรกแซง เมื่อพืชรับ CO2 เข้าไป มันจะทำงานร่วมกับน้ำ เพื่อใช้ในการสังเคราะห์แสง
ระหว่างกระบวนการนี้ เซลล์พืชจะออกซิไดซ์น้ำและรีดิวซ์ CO2 ผลลัพธ์คือการเปลี่ยนน้ำเป็นออกซิเจน (ที่พืชปล่อยออก) และกลูโคสเป็นออกซิเจน ให้นึกง่ายๆ ว่า คาร์โบไฮเดรตทั้งหมดมีฐานเป็นคาร์บอน เนื่องจากพืชสามารถเปลี่ยน CO2 จากบรรยากาศเป็นน้ำตาลได้ จึงเหมือนกับว่าพืชกินบรรยากาศ น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้นคือ พืชไม่ได้ใช้พลังงานจากน้ำตาลส่วนใหญ่ที่ผลิตได้โดยตรง แต่จะส่งน้ำตาลลงไปยังไรโซสเฟียร์—ช่องว่างรอบๆ ราก เพื่อดึงดูดสิ่งมีชีวิตนานาชนิด เช่น แบคทีเรียและรา ช่วยเพิ่มการหมุนเวียนธาตุอาหาร ทำให้รากได้รับสารอาหารมากขึ้น อีกทั้งยังแลกเปลี่ยนน้ำตาลกับราซึ่งให้ธาตุอาหารบางอย่างตอบแทน นอกจากนี้พืชยังใช้ช่อน้ำตาลเหล่านี้ล่อแบคทีเรียที่ตัวเองย่อยทั้งเซลล์เพื่อนำไนโตรเจนเข้าเซลล์ระหว่างวัฏจักร rhizophagy
แล้ว CO2 ช่วยเพิ่มผลผลิต ของเมล็ด feminized ได้จริงหรือ? คำถามนี้อาจตอบได้ยาก! การเสริม CO2 ในห้องปลูกอาจเพิ่มผลผลิตได้ถึง 30% เลยทีเดียว แต่ต้องเข้าใจว่าการเพิ่มผลผลิตขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยร่วมกัน ก่อนจะไปไกลกว่านี้ เรามาทำความเข้าใจว่า CO2 คืออะไร และพืชกัญชาใช้ CO2 อย่างไรเพื่อเข้าใจกลไกนี้กันก่อน
1. CO2 คืออะไร
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ CO2 เป็นก๊าซที่มีอยู่ตามธรรมชาติและสำคัญต่อชีวิตบนโลก ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ประกอบด้วยคาร์บอนหนึ่งส่วนและออกซิเจนสองส่วน สัตว์สูดออกซิเจนเข้าและปล่อย CO2 ออก ในขณะที่พืชดูดซับ CO2 และปล่อยออกซิเจน CO2 เป็นส่วนสำคัญในระบบนิเวศของโลก หากไม่มีมันจะไม่มีสิ่งมีชีวิตเช่นที่เรารู้จักกัน
เมื่อความรู้สาธารณะเกี่ยวกับภาวะโลกร้อนเพิ่มขึ้นในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา CO2 จึงได้ชื่อเสียงที่แย่ลง จริงอยู่ที่เราทุกคนควรตระหนักถึงระดับ CO2 ที่สูงขึ้นในชั้นบรรยากาศ และพยายามลดการใช้ในชีวิตประจำวัน แต่การเพิ่ม CO2 ปริมาณเล็กน้อยในพื้นที่ปลูกของเรานั้นไม่มีปัญหาแต่อย่างใด
2. พืชใช้ CO2 อย่างไร
เช่นเดียวกับพืชสีเขียวชนิดอื่น กัญชาใช้กระบวนการที่เรียกว่า “Photosynthesis” เพื่อเปลี่ยนพลังงานแสงให้เป็นพลังงานเคมี ระหว่างสังเคราะห์แสง พืชจะจับพลังงานแสงและเปลี่ยน H2O, CO2 และแร่ธาตุ เป็นสารประกอบที่มีพลังงานสูงอย่างออกซิเจนและคาร์โบไฮเดรต (หรือน้ำตาล)
พืช “หายใจ” CO2 ผ่านช่องเล็กๆ ที่เรียกว่า Stomata กระบวนการนี้พร้อมกับแสง (หลอดไฟหรือแสงอาทิตย์) จะช่วยให้พืชผลิตน้ำตาลและออกซิเจนมากขึ้น น้ำตาลใช้ในการ เจริญเติบโต ส่วนออกซิเจนถูกปล่อยกลับสู่บรรยากาศ
เช่นเดียวกับพืชทุกชนิด กัญชาจะ “หายใจ” ถ้าทำอย่างถูกต้องจะช่วยให้เซลล์แบ่งตัวได้เร็วขึ้น และสร้างผลผลิตมากขึ้น อย่าลืมว่าต้องทำอย่างถูกต้องเพราะ CO2 ถ้ามากไปอาจเป็นอันตราย ทำให้ต้นยืด ใบเหลือง ไม่มีดอกเลย

การมี CO2 มากขึ้นในห้องปลูกช่วยให้พืชสังเคราะห์แสงได้เร็วขึ้น ดูดซับแสงและธาตุอาหารได้มากขึ้น ส่งผลให้เติบโตเร็วและให้ผลผลิตมากขึ้น เนื่องจากดอกแน่นกว่าเดิม
การคายน้ำ
ระดับ CO2 สำคัญกับการคายน้ำด้วย นี่คือกระบวนการที่สำคัญสุดๆ สำหรับพืชทุกชนิด รวมถึงกัญชา
การคายน้ำก็คือการไหลของน้ำที่เริ่มต้นที่รากดูดซับน้ำ และจบลงเมื่อปล่อยน้ำระเหยออกจาก stomata ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ
กระบวนการนี้เกิดกับสิ่งมีชีวิตเกือบทั้งหมด เช่น พืช มนุษย์ สัตว์ คุณจึงน่าจะเคยได้ยินมาแล้ว สำหรับพืชนั้น น้ำเกือบ 100% จะถูกปล่อยออกมา ซึ่งช่วยให้พืช ขนส่ง และ ใช้ธาตุอาหาร ได้ รวมถึงทำให้ระบบ “ทำงาน” อย่างที่ควรเป็น

CO2 สำคัญในขั้นตอนนี้เพราะส่งผลต่อการเปิด-ปิดของ stomata ทำให้การคายน้ำเปลี่ยนแปลงได้ โดยเฉพาะในต้นไม้ใหญ่ที่ดูดน้ำได้มาก จึงควรรักษาระดับ CO2 ไม่ให้ขาดเพื่อ ไม่ให้เติบโตช้าลง
การสังเคราะห์แสง
นอกจากสำคัญต่อการคายน้ำแล้ว CO2 ยังมีบทบาทมากกับการสังเคราะห์แสง คุณอาจรู้แล้วว่าพืชสังเคราะห์แสงเพื่อ สร้างน้ำตาล ที่จำเป็นต่อการเติบโต
พืชใช้ CO2 และพลังงานจากดวงอาทิตย์ (หรือไฟปลูก) เพื่อสร้างโมเลกุลน้ำตาลและออกซิเจน ซึ่งถูกสังเคราะห์ผ่านกระบวนการคายน้ำ สร้าง กลูโคส ซึ่งสำคัญต่อการเติบโตของกัญชาและพืชทุกชนิด
การหายใจ
กระบวนการหายใจ หรือ Respiration เป็นขั้นตอนที่สำคัญโดยใช้น้ำตาลที่ผลิตตอนสังเคราะห์แสงมาเป็น ปฏิกิริยาเคมี ภายในเซลล์สิ่งมีชีวิตเพื่อสร้างพลังงานให้กับพืช ในพืช กระบวนการ แลกเปลี่ยนออกซิเจนและ CO2 จะเกิดขึ้นทางรูพรุน (stomata) ที่ใบ ลำต้น และราก ส่วนการสังเคราะห์แสงเกิดเฉพาะใบกับลำต้น
เมื่อเกิดการหายใจ พืชจะใช้กลูโคสที่ผลิตขึ้นในกระบวนการสังเคราะห์แสงเพื่อ ให้พลังงานกับต้นไม้
แต่ต่างจากสังเคราะห์แสง ตรงที่การหายใจมี 2 แบบคือ:
- Dark respiration;
- Photorespiration.
Photorespiration
กลางวัน พืชจะ รับ CO2 และ ปล่อยออกซิเจน ระหว่างการสังเคราะห์แสง (เมื่อมีแสง) ซึ่งเป็นขั้นตอนพื้นฐานที่เราคุ้นเคย

แต่เมื่อพืชไม่ได้สังเคราะห์แสง ก็ยังต้อง “หายใจ” เช่นกัน ซึ่งก็คือการหายใจแบบมืด (dark respiration)
Dark Respiration
เป็นการหายใจที่เกิดขึ้นเมื่อพืชไม่ได้สังเคราะห์แสง คือไม่มีแสงอาทิตย์หรือไฟปลูกระหว่างกระบวนการนี้ พืชจะ ปล่อย CO2 ออกมาและ ดูดซับออกซิเจน ผ่านราก

โปรดทราบว่าการหายใจแบบมืดไม่ได้จำกัดเฉพาะกัญชา สิ่งมีชีวิตอื่นๆ เช่น จุลินทรีย์ ก็ใช้กระบวนการนี้เหมือนกัน คุณอาจจะเคยได้ยินหรือพบมาแล้ว
3. ควรใช้ CO2 เมื่อไหร่
คาร์บอนไดออกไซด์ใช้ได้ทั้งช่วงvegetative และflowering แต่พืชต้องการ CO2 แค่ตอนสังเคราะห์แสง ดังนั้นควรฉีด CO2 เฉพาะตอนที่ไฟปลูกเปิดเท่านั้น
และไม่ควรเพิ่มระดับ CO2 ตลอดเวลา ควรใช้คาร์บอนไดออกไซด์ ร่วมกับปัจจัยอื่น ด้วยโดยหากขาดปัจจัยเหล่านั้น ผลที่เห็นอาจไม่เป็นตามที่หวัง
Vegetative stage
เมื่อใช้ CO2 ในช่วง vegetative ต้นของคุณจะ เติบโตเร็วขึ้น แข็งแรงขึ้น และ สุขภาพดีกว่า เมื่อทำถูกต้องคุณจะได้ผลผลิตมากขึ้น และยังไม่ต้องกังวลเรื่องค้ำกิ่งอีกด้วย
Flowering stage
บางคนบอกว่าควรฉีด CO2 แค่ 2-3 สัปดาห์แรกของ ดอก ขณะที่บางคนบอกว่าเพิ่ม CO2 ไปถึง 2 สัปดาห์ก่อนเก็บเกี่ยวก็ช่วยให้ดอกแน่นกว่าเดิม ซึ่งไม่มีหลักฐานชัดเจนและขึ้นกับว่าคุณลองทำแล้วได้ผลแบบไหน

หากใช้ CO2 ต้องใช้แสงที่ เข้มข้น และ คุณภาพดี พร้อมทั้งปรับระดับคาร์บอนไดออกไซด์, อุณหภูมิ และธาตุอาหารตามชนิดของแสง เพราะกัญชาใช้ CO2 กับแสง ยิ่งแสงแรงก็ยิ่งต้องการ CO2 มากขึ้น
4. ข้อดี-ข้อเสียของ CO2
แม้จะมีประโยชน์ แต่การเสริม CO2 อาจมีค่าใช้จ่ายสูง คุณควรถามตัวเองก่อนว่าคุ้มค่าหรือเปล่าก่อนลงทุน
ข้อดี
โตเร็ว ผลผลิตมาก
ถ้าคุณเป็นนักปลูกที่มีประสบการณ์และมีระบบปลูกดีๆ การฉีด CO2 สามารถช่วยให้ต้นใหญ่ขึ้น ได้ดอกที่ คุณภาพ และ ขนาดใหญ่ กว่าเดิม
ปลูกในอุณหภูมิสูงขึ้นได้
เพราะกัญชาใช้ CO2 ในการ “หายใจ” ความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ที่ 1200-1500PPM ช่วยให้ห้องปลูกทนความร้อนได้สูงถึง 30°C
ช่วยเรื่องความปลอดภัย
CO2 ช่วยกลบกลิ่นได้ เนื่องจากบางวิธีปล่อย CO2 จะเกิดกลิ่นที่ ช่วยกลบกลิ่นกัญชา ได้

ข้อเสีย
ถ้าแสงไม่ดี ผลก็ไม่ต่าง
ไฟปลูกทั่วไปไม่แข็งแรงพอ ที่จะใช้ CO2 ได้ประสิทธิภาพ คุณจะต้องใช้LED หรือหลอดไฟ ที่แรงจริงๆ เท่านั้น แม้จะอัด CO2 ให้สูงแค่ไหนถ้าแสงไม่พอก็ไม่เห็นผลชัดเจน ให้นึกถึงสมการสังเคราะห์แสงที่พืชต้องใช้ CO2, น้ำ และแสง หากคุณเพิ่ม CO2 โดยไม่มีแสงและน้ำมากพอก็เปล่าประโยชน์ แต่ถ้าจ่ายแสง PAR มากขึ้นพร้อมน้ำพอเหมาะ ต้นไม้ก็จะใช้ CO2 ที่เพิ่มขึ้นนี้ได้จริง
ต้องมีห้องปลูกปิดบิ๊ว airtight
หากต้องคุมระดับ CO2 ให้สูง คุณต้องใช้ห้องปลูกแบบ ปิดสนิท เพื่อไม่ให้ CO2 รั่วออก
ค่าใช้จ่าย
ขึ้นกับขนาดห้องปลูก ราคาค่อนข้าง แพง โดยวิธีที่ถูกที่สุดจะไม่ค่อยดีนัก ถ้ามีต้นไม่มากอาจใช้ได้แต่ถ้ามีหลายต้นจะต้องลงทุนเพิ่ม
5. ควรใช้ CO2 เท่าไหร่
พืชเคยชินกับคาร์บอนไดออกไซด์ในระดับสูง แม้เราจะมองไม่เห็นแต่ในอากาศมี CO2 อยู่ประมาณ 400PPM
ก่อนฉีด CO2 ต้องรู้ค่าแสงก่อนเพื่อคำนวณว่าต้นไม้รับ CO2 ได้สูงแค่ไหนโดยค่ามากสุดไม่ควรเกิน 1500PPM ตารางข้างล่างนี้ช่วยให้เห็นภาพได้
CO2 และความเข้มแสง
| ความเข้มแสง (μmol/m2/s) | CO2 (PPM) | สัดส่วนสังเคราะห์แสง % |
|---|---|---|
| 200-450 | 400 | 0-25 |
| 450-800 | 800 | 25-50 |
| 800-1000 | 1400 | 50-75 |
| 1000-1400 | +1400 (ค่อยๆ เพิ่ม ตรวจสอบและปรับค่าตามเหมาะสม) | 75-100 |
ถ้าคุณเห็นว่าต้นอ่อนแอหรือใบเหลืองให้หยุดใช้ CO2 ทันทีแล้วหาสาเหตุ ส่วนมากจะมาจาก CO2 สะสมมากเกินหรืออุณหภูมิสูงเกิน
โปรดจำไว้ว่า CO2 ไม่ใช่เวทมนตร์ หากเพิ่ม CO2 โดยไม่มีปัจจัยแวดล้อมที่เหมาะสมอาจจะทำลายต้นไม้ของคุณ

ถ้าปลูกในร่ม สำคัญมากที่จะต้องมีระบบระบายอากาศเพื่อ แลกเปลี่ยนอากาศ หากมีแสงดี พืชสามารถใช้ CO2 ได้เร็วมาก เมื่อระดับเหลือราว 200PPM การเติบโตจะช้าลงทันที
ถ้าไม่อยากลงทุนกับพัดลมดูดอากาศหรือถัง CO2 อาจเพิ่ม CO2 ได้ง่ายๆ โดย เปิดหน้าต่าง ให้อากาศหมุนเวียน CO2 เข้าและออกซิเจนออก
6. ข้อแนะนำ
- ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณ ได้ประโยชน์ จาก CO2 จริงๆ เพราะใช้คาร์บอนไดออกไซด์ผิดวิธีจะทำให้ต้นเสียหาย
- ถ้าจะตัดสินใจใช้ CO2 ให้ดูสเป็กอุปกรณ์ปลูก เพราะผู้ผลิตส่วนใหญ่จะระบุว่าต้อง เพิ่ม CO2 หรือไม่และเท่าไหร่
- ควรมี เครื่องวัด CO2 ในห้องปลูกเพราะถ้าระดับเกิน 2000PPM จะ เป็นพิษ ต่อพืช
- คุณสามารถ หยุด ฉีด CO2 ได้เมื่อไฟปิด เพราะพืชทำสังเคราะห์แสงไม่ได้หากไม่มีแสง
7. คำนวณปริมาณ CO2 ที่ต้องใช้
คุณปลูกกักัญชามาซักพักแล้ว ได้ผลผลิตดีแต่ยังอยากเพิ่มขึ้นอีก CO2 อาจเป็นคำตอบ แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณจะซื้อถัง CO2 มาวางในห้องปลูกแล้วเปิดวาล์วได้ทันที วิธีนี้อันตรายต่อสุขภาพและอาจฆ่าต้นกัญชาได้
โชคดีที่มีวิธีคำนวณง่ายๆ เพื่อประมาณว่าควรเติม CO2 ในห้องปลูกเท่าไหร่ สมมติอยากเพิ่ม CO2 เป็น 1400ppm ให้ คูณปริมาตรห้อง (ลูกบาศก์เมตร) ด้วย 0.0014 หากจะคำนวณปริมาตรห้องต้องวัดความกว้าง x ยาว x สูง เช่น ห้องปลูกกว้าง 5 เมตร ยาว 5 เมตร สูง 2 เมตร จะได้ 5 x 5 x 2 = 50 ลูกบาศก์เมตร จากนั้นนำ 50 x 0.0014 = 0.07 ลูกบาศก์เมตร คือปริมาณ CO2 ที่ต้องเติม
8. วิธีเพิ่ม CO2 ในห้องปลูก
ตอนนี้คุณรู้แล้วว่า CO2 ช่วยเพิ่มผลผลิตได้อย่างไร ก็ต้องรู้วิธีฉีด CO2 ด้วย ซึ่งมี หลายวิธี ให้เลือก บางวิธีเหมาะกับแปลงใหญ่แต่แพงกว่า แต่อย่างไรก็สามารถเพิ่มระดับ CO2 ให้เหมาะกับทุกขนาดห้องปลูกได้
โปรดจำไว้อากาศปกติมี CO2 แค่ 400 PPM ถ้าห้องปลูกไม่ปิดสนิท CO2 ที่เติมก็จะรั่วออกจนอากาศกลับสู่ค่า 400PPM อาจไม่เป็นปัญหาใหญ่ถ้าแค่เพิ่มเล็กน้อย แต่ถ้าอยากคง CO2 ไว้ที่ 1100 - 1500 PPM ต้อง ปิดห้องปลูกให้แน่นสนิท ไม่เช่นนั้นจะเปลือง CO2 มาก หากตั้งใจทำแบบนี้ต้องระวังรายละเอียดต่อไปนี้ด้วย
ชาวสวนกัญชาหลายคนแนะนำให้อุณหภูมิในห้องอยู่ที่ 85°F (30°C) – 95°F (35°C) เพื่อให้พืชดูด CO2 ได้เต็มที่ ต้องคอยสังเกตอย่าให้พืชเครียดจากความร้อน บางสายพันธุ์ทนอุณหภูมิสูงได้ดีกว่าดังนั้นแม้รอบที่แล้วจะไม่มีปัญหาก็อย่าประมาท เมื่อปิดห้องสนิทแล้ว คุมความชื้นจะยากกว่า เพราะพืชปล่อยไอน้ำและออกซิเจนไปพร้อมกันทำให้ความชื้นสูงเร็ว ผมแนะนำให้คุมไม่ให้เกิน 60% และอาจต้องใช้เครื่องลดความชื้นช่วย
เครื่องผลิต CO2
เครื่องผลิต CO2 ใช้งานง่าย ตั้งเวลาปิด-เปิดได้ อัตโนมัติ ข้อเสียคือใช้ก๊าซธรรมชาติหรือแก๊สโพรเพนเผาไหม้ซึ่งจะปล่อยความร้อน เหมาะกับแปลงใหญ่ที่คุมอุณหภูมิได้

ถัง CO2 อัดแรงดัน
เหมาะสำหรับแปลง ขนาดเล็ก ถ้าหา CO2 ได้ไม่ยาก ถังนี้มี CO2 อิ่มตัว ไม่ปล่อยความร้อน แต่ ต้องซื้ออุปกรณ์อัตโนมัติ ถ้าอยากให้สะดวก
CO2 แบบขวด
บางแบรนด์ขาย CO2 แบบขวด เผื่อใครไม่อยากซื้ออุปกรณ์ แพง หรือ หนัก วิธีนี้ใช้ง่ายแต่เนื้อหา CO2 จะถูกปล่อยช้าๆ ในห้องปลูก ข้อเสียคือต้องซื้อขวดใหม่ทุก 5-7 วัน ดังนั้นอาจจะแพงขึ้นเรื่อยๆ
ไม่ว่าจะใช้วิธีไหน สำคัญคือทำให้ถูกต้องและใช้อุปกรณ์ให้เหมาะสม ถ้าทำดีจะเห็นผลต่างชัดเจน
วิธีฉีด CO2 ทางเลือก
ถ้าไม่อยากลงทุนกับอุปกรณ์แพงๆ ข้างต้น ยังมีวิธีทางเลือกที่ถูกกว่าในขั้นแรก แต่สุดท้ายอาจจะแพงขึ้นเพราะต้องลงแรงหรืออุปกรณ์หมดอายุเร็ว ผลยัง ไม่ดีเท่าวิธีแพงๆ ด้วย
ทำปุ๋ยหมัก
การหมักปุ๋ยคล้ายการหมักแอลกอฮอล์ เพราะจะปล่อย CO2 เล็กน้อย และทำให้ห้องปลูก เหม็น ด้วย

เช่นเดียวกับข้างต้น เหมาะสำหรับห้องปลูกเล็กเพราะ ไม่ค่อยเห็นผล และอาจดึงดูดแมลงหรือราเข้ามาในเต็นท์ได้
หมักแอลกอฮอล์
วิธีธรรมชาติที่ปล่อย CO2 ทำได้ง่ายและถูกแต่ข้อเสียคือทำให้ ห้องปลูกเหม็น และอาจดึงดูด แมลง เข้ามา
วิธีนี้ ไม่แนะนำสำหรับแปลงใหญ่ จะเห็นผลนิดเดียวเท่านั้น จึงเหมาะถ้าปลูกไม่เกิน 2-3 ต้น
ถุง CO2
ถุง CO2 เป็นที่นิยมในหมู่นักปลูกตามบ้านเพราะ ราคาประหยัด ถุงนี้คือ เชื้อราที่เติบโตในอินทรียวัตถุ แล้วปล่อย CO2
ข้อเสียคือ ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเพาะเชื้อรา ให้ถูกต้อง ถ้ายังมือใหม่หรือคุมห้องปลูกไม่เก่งอาจลำบากในการใช้ถุง CO2

โดยทั่วไปจะใช้ 4 ถุงต่อ 2 ตร.ม. ซึ่งหมายถึงถ้าปลูกในห้องใหญ่จะเปลืองมากเพราะ ถุงปล่อย CO2 ได้น้อย
น้ำแข็งแห้ง
น้ำแข็งแห้งคือ CO2 แข็ง และ เย็นจัด เมื่ออุ่นจะระเหยกลายเป็นก๊าซ เหมาะกับการเพิ่ม CO2 แบบรวดเร็ว ไม่เหมาะกับระยะยาวเพราะ ต้องเติมทุกวันหรือวันละหลายรอบ จึง แพง ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้
9. สรุป
ตอนนี้คุณรู้แล้วว่าจะใช้ CO2 เพิ่มผลผลิตกัญชาอย่างไร โปรดจำไว้ว่าห้องปลูก CO2 เหมาะกับคนที่ปรับอุปกรณ์ปลูกมาถึงขีดสุดแล้วและต้องการทางเลือกใหม่เพื่อเพิ่มผลผลิต ถ้าเพิ่งเริ่มปลูกควรลงทุนกับอุปกรณ์ปลูกที่ดีดีกว่าลองคาร์บอนไดออกไซด์ก่อน จะบอกได้ยากว่า CO2 จะเพิ่มผลผลิตได้แค่ไหน แต่ที่แน่ๆ ถ้าใช้อย่างถูกต้อง CO2 จะช่วยเพิ่มผลผลิตแน่นอน เพราะการเพิ่มระดับ CO2 ก็คือกำลังปรับกระบวนการหลักของพืช ดังนั้นควรทำเมื่อตัวเองเข้าใจกระบวนการเหล่านี้แล้วและรู้ว่ากำลังทำอะไร
ถ้าคุณใช้ CO2 ในห้องปลูก อย่าลังเลที่จะแบ่งปันประสบการณ์หรือแสดงความคิดเห็นไว้ข้างล่างเลย!
โพสต์นี้อัปเดตล่าสุดเมื่อ 23 มีนาคม 2022
Comments